Get Adobe Flash player

ขณะนี้มีผู้เข้าชม

มี 10 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สถิติผู้เข้าชม

571088
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
รวม
49
298
1490
553960
4237
10665
571088

Your IP: 18.204.55.168
Server Time: 2020-08-13 02:53:29

ลีลาวาทะสมเด็จโต (๓)

ลีลาวาทะสมเด็จโต (๓)

๐ เมตตาพิศดาร

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านมีคุณธรรมยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งในอัธยาศัยของท่านคือ มักน้อยสันโดษ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ ได้ลาภสักการะมาทางใดๆ ก็เอาไปใช้จ่ายในงานการกุศลต่างๆ ทั้งสร้างวัด สร้างพระพุทธรูป และช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์แก่คนทุกชั้นไม่เลือกหน้า แม้กระทั่งโจรมาลักของ ท่านก็ยังอำนวยความสะดวกให้แก่โจร

ครั้งหนึ่ง ท่านจำวัดหลับอยู่ มีโจรขึ้นกุฏิ ล้วงมือไปทางกรงหน้าต่างเพื่อหยิบเอาตะเกียงลาน แต่สุดมือเอื้อมแล้วก็ยังไม่ถึง ท่านได้ยินเสียงกุกกักก็รู้สึกตัว รู้ว่าโจรจะลักของแต่เอาไม่ถึง จึงช่วยเอาเท้าเขี่ยตะเกียงส่งให้โจร โจรคว้าได้ก็เอาไปเลย

ท่านว่า....มันคงอยากจะได้ ก็ให้มันไป

ท่านไปเทศน์ต่างจังหวัดโดยทางเรือ ได้เครื่องกัณฑ์เทศน์หลายอย่าง ทั้งผลไม้ของสด ของแห้ง ทั้งเสื่อหมอน ขาหลับมาพักแรมกลางทาง ตกดึกมีโจรพายเรือเข้าเทียบเรือของท่าน ลักเอาข้าวของไป พอดีโจรล้วงหยิบเอาเสื่อไปได้แล้วเผอิญท่านตื่นขึ้น จึงร้องบอกว่า "เอาหมอนไปด้วยซิจ๊ะ" โจรได้ยินเสียง ก็ตกใจกลัว รีบพายเรือหนี ท่านจึงเอาหมอนโยนตามไปให้ โจรเห็นว่าท่านยินดีให้จึงพายเรือกลับมาเก็บหมอนนั้นไป

..............................................................

๐ เด็กวัดแย่งกัณฑ์เทศน์

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านไปเทศน์ที่บ้านโยมทางฝั่งพระนคร แถววัดสามปลื้ม โดยเรือพาย ศิษย์ ๒ คน พายหัวคนหนึ่ง พายท้ายคนหนึ่ง ตัวท่านนั่งตรงกลาง ขากลับมาตามทางศิษย์ ๒ คน เห็นเครื่องกัณฑ์เทศน์แล้วอยากได้ จึงคิดจัดแบ่งเครื่องกัณฑ์กัน

คนหนึ่งว่า "กองนี้ของเอ็ง กองโน้นของข้า"

อีกคนก็ว่าบ้าง "ไม่ได้ กองนี้ข้าเอา เอ็งเอากองโน้น"

ท่านจึงถามขึ้นว่า ".... แล้วของฉันกองไหนหล่ะจ๊ะ"

เมื่อถึงวัด ศิษย์ ๒ คน ได้ขนเอาเครื่องกัณฑ์เทศน์ไปหมด ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร

..............................................................

๐ เมตตามหานิยม

คุณธรรมเจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างหนึ่งคือ ขันติ ท่านเป็นผู้หนักแน่น มั่นคง สงบจิตระงับใจไม่ให้ยินดียินร้าย เมื่อประสบกับอารมณ์ที่น่าปรารถนา และมิน่าปรารถนา ไม่โกรธเคืองใคร

มีเรื่องเล่าว่า มีบ่าวของท่านพระยาท่านหนึ่ง บ้านอยู่หลังตลาดบ้านขมิ้นฝั่งธนบุรี ดื่มสุราพอเมาได้ที่ดี ก็เข้าไปหาเจ้าประคุณสมเด็จฯ พร้อมกับถามด้วยเสียงอ้อแอ้ตามประสาครเมาว่า

"นี่หรือ คือสมเด็จ ที่เขาเลื่องลือกันนักว่ามีวิชาอาคมขลัง ฉันละอยากลองดีนัก"

พอพูดขาดคำก็ตรงเข้าไปชกหน้าทันที แต่ท่านหลบทันเสียก่อน จึงชกไม่ถูก ท่านจึงบอกบ่าวคนนั้นรีบหนีไปเสีย เดี๋ยวใครมาพบเห็นเข้าจะเดือดร้อน จะถูกจับกุมทำโทษ บ่าวคนนั้นก็ตกใจได้สติรีบหนีไป

เรื่องนี้ได้ทราบถึงหูของท่านพระยาผู้เป็นนายเข้าจนได้ จึงจัดการลงโทษบ่าวคนนั้น โดยเอาโซ่ล่ามไว้กับขอบไม้ที่สนามหญ้าหน้าบ้านประจานให้รู้ทั่วกัน เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทราบเรื่องเข้า ก็ได้ไปเยี่ยม เอาเงิน ๑ สลึง กับอาหารคาวหวานไปให้บ่าวคนนั้นทุกวัน ฝ่ายท่านพระยาคิดเห็นว่า การที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทำอย่างนั้น คงจะมาขอให้ยกโทษโดยทางอ้อม จึงให้แก้บ่าวนั้นปล่อยเป็นอิสระเสรีต่อไป

..............................................................

๐ โกรธไม่เป็นเพราะเย็นที่ใจ

คราวหนึ่ง มีคนนิมนต์ท่านไปในงานพิธีมงคลโกนจุก ณ ที่บ้านตำบลบางพลัด ฝั่งธนบุรี บ้านของเจ้าภาพอยู่ในสวน มีคลองเข้าไปลึกสักโขอยู่ ขณะที่ศิษย์พายเรือเข้าไปในคลองนั้น เจ้าคนพายท้าย ได้เห็นปลาตีนตัวหนึ่ง จึงยกพายฟาดตีไป แต่ไม่ถูก น้ำและโคลนกระเด็นเปื้อนจีวรด้านหลังท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ปลาตัวนั้นได้วิ่งไปทางหัวเรือ เจ้าคนทางหัวเรือ ก็ยกพายฟาดไปอีกที แต่ไม่ถูกอีกนั่นแหละ น้ำโคลนกระเด็นเปื้อนจีวรทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ท่านก็ยังนั่งเฉย ไม่พูดว่ากระไร

เมื่อไปถึงบ้านงาน เจ้าภาพและญาติโยมที่เห็นท่านเปียกเปรอะไปทั้งตัว ก็รุกถามกัน ท่านตอบว่า "โยม ๒ คนนี้ เขาตีปลาตีนกันจ้ะ"

วัดระฆังที่เจ้าประคุณสมเด็จอยู่นั้น ตั้งอยู่ฝากฝั่งธนบุรี ส่วนพระบรมมหาราชวัง ตั้งอยู่ทางฝั่งพระนคร คราวหนึ่งท่านไปสวดมนต์ในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่กำลังสวดอยู่นั้น เด็กวัดที่ติดตามเป็นศิษย์พายเรือให้ ได้หลบไปเที่ยวที่อื่น จนสวดมนต์จบแล้วก็ยังไม่กลับมา ท่านจึงถือพัดยศกับย่าม เดินออกมาจากวัง นั่งคอยอยู่ในเรือ ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าช้างวังหลวง ลูกศิษย์มัวแต่เที่ยวเล่นเพลิน พอกลับมาจึงรู้ว่า พระราชพิธีเสร็จแล้ว รีบวิ่งกลับมาที่เรือ ก็เห็นท่านนั่งคอยอยู่ในเรือ ใจนึกว่าต้องถูกทำโทษ อย่างน้อยต้องถูกบ่นด่าเป็นแน่ แต่ปรากฏว่า เมื่อไปถึงเรือท่านก็นั่งอยู่อย่างสบายอารมณ์ ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน สั่งให้แก้โซ่ลงเรือพายกลับวัดระฆัง

บางครั้ง ท่านจะไปกิจนิมนต์ด้วยเรือเก๋ง ศิษย์ที่รับใช้ก็คะนองมือเหลือเกิน พอท่านก้าวลงเรือ ยังไม่ทันจะนั่งเรียบร้อยดี ศิษย์ก็ถอยเรือรีบแจวอ้าวทีเดียว ท่านตั้งหลักยังไม่ได้ก้นกระแทกกับพื้นเรือ แทนที่ท่านจะขัดเคือง ท่านกลับพูดว่า

"พ่อจะอวดว่าพ่อมีแรง แต่คนเดียวนะ คนอื่นที่เขาแรงกว่าพ่อ ยังมีอีกถมไป"

..............................................................

๐ สัมมาคารวะ

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงคุณธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม ว่ากันว่า เมื่อท่านเดินทางไปไหนมาไหน พบพระพุทธรูป ท่านจะถอยห่างหลีกออกไป ราว ๔ ศอก แล้วจะนั่งลงกราบ แม้แต่จะไปพบหุ่นแบบสำหรับสร้างพระพุทธรูป ท่านก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน เคยมีคนถามท่านว่า หุ่นแบบสร้างพระนั้น ต้องนับถือด้วยหรือ

ท่านก็ตอบว่า "ดินก้อนแรกที่หยิบขึ้นมาปั้นหุ่น ก็นับเป็นองค์พระแล้ว เพราะผู้ทำตั้งใจมาแต่ต้นที่จะทำพระพุทธรูป"

คราวหนึ่งไปสวดมนต์ที่บ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรี ที่บ้านนั้น เขาเอาหุ่นพระพุทธรูปตั้งผึ่งแดดไว้ ห่างจากทางเดินราว ๒ ศอก เมื่อท่านเดินผ่านมาในระยะใกล้ชิด ท่านก้มกายยกมือขึ้นประนมเหนือศรีษะ กระทำคารวะ พระและศิษย์ที่ไปด้วย เห็นท่านทำอย่างนั้น ก็ทำตาม

เมื่อขึ้นบ้านงาน และนั่งลงบนอาสนะเรียบร้อยแล้ว นายเทศ ผู้ช่วยเจ้าภาพซึ่งคุ้นเคยกับสมเด็จฯ ได้กราบเรียนถามว่า

"กระผมสงสัยจริง เพราะไม่เคยเห็นเจ้าคุณสมเด็จฯ กระทำอย่างนี้"

ท่านจึงตอบว่า "แต่ก่อนไม่เคยเห็นจริงจ้ะ แต่วันนี้เป็นเหตุบังเอิญจ้ะ เพราะฉันเดินผ่านมาในเขตอุปจารของท่าน ไม่เกิน ๔ ศอก จึงต้องทำดังนี้"

นายเทศจึงเรียนว่า "ยังไม่ยกขึ้นตั้ง และยังไม่เบิกพระเนตร จะเป็นพระหรือขอรับ"

ท่านตอบว่า "เป็นจ้ะ เป็นตั้งแต่ผู้ทำหุ่นยกดินก้อนแรกวางบนกระดานแล้วจ้ะ เพราะผู้ทำตั้งใจให้เป็นองค์พระอยู่แล้ว เรียกอุทเทสิกเจดีย์ ยังไงล่ะจ๊ะ"

เมื่อสวดมนต์จบแล้ว ขากลับผ่านมาท่านก็กระทำอย่างนั้นอีก รุ่งขึ้นท่านไปฉัน ตอนนี้ท่านเห็นพระตั้งอยู่ไกลออกไปราว ๖ ศอก ห่างออกไปจากทางที่ท่านเดินผ่านไปเมื่อวาน เพราะเจ้าภาพเกรงว่าจะทำให้พระที่มากิจนิมนต์เดินเข้า-ออกไม่สะดวก ท่านไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพระแล้วประนมมือนมัสการ พระที่ติดตามไปด้วยก็กระทำตาม ประมาณสัก ๑ นาทีแล้วจึงขึ้นไปบนเรือน

เมื่อฉันเสร็จแล้ว เจ้าภาพถวายเครื่องสักการะ และท่านยถาสัพพี เสร็จแล้วก็นำเอาธูปเทียนดอกไม้ที่เจ้าภาพถวายไปสักการะบูชาพระที่ปั้นหุ่น ขึ้นไว้นั้น พระติดตามก็ทำตามอีกแล้วจึงกลับวัด

เล่ากันว่า เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปพบพระเณรแบกหนังสือคัมภีร์ไปเรียน ท่านจะต้องนั่งประนมมือ หรือก้มกายลงแสดงความคารวะพระธรรม หรือแม้แต่ใครจะถ่ายรูปของท่านในอิริยาบทใดก็ตาม ถ้าในที่นั้นมีหนังสือเทศน์ ท่านจะต้องหยิบขึ้นมาถือ เหมือนหนึ่งว่ากำลังเทศน์อยู่เสมอ และเพื่อแสดงว่าในที่นั้นมีพระธรรมเป็นประธานอยู่ (ผู้พิมพ์)

อีกอย่างหนึ่งถ้าท่านไปพบพระเณรกำลังเทศน์อยู่ ท่านจะต้องหยุดฟังจนจบ แล้วจึงไปในที่อื่น ทราบว่าที่ท่านทำอย่างนี้ด้วยประสงค์จะประพฤติตามเยี่ยงอย่างพระพุทธเจ้า ที่ทรงฟังธรรมที่พระอนุรุทธแสดงอยู่

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปจะเข้าวิหาร ขณะถึงซุ้มประตูก็พบว่า พระอนุรุทธกำลังแสดงธรรมอยู่ ครั้นจะเสด็จเข้าไปก็เป็นการไม่เคารพ จึงประทับยืนฟังจนจบ เมื่อพระอนุรุทธทราบ จึงทูลขออภัยที่ทำให้ประทับยืนนาน พระองค์ตรัสว่า แม้จะนานกว่านี้สักเท่าไรก็จะประทับยืน เพราะพระองค์ทรงเคารพในพระธรรม

ในหมู่พระสงฆ์ก็เหมือนกัน พระภิกษุจะมีพรรษาอายุมากหรือน้อยก็ตาม เมื่อไปกราบท่าน ท่านก็กราบคืนบ้าง กราบท่านกี่ครั้ง ท่านก็กราบคืนตอบเท่านั้นครั้ง

บางท่านสงสัยว่า ทำไมเจ้าประคุณฯ ต้องทำอย่างนั้น ท่านตอบว่า "อ้าว...ฉันก็ทำตามพระพุทธภาษิตที่ว่า วนฺทโก ปฏิวนฺทนํ ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ ยังไงล่ะจ๊ะ"

..............................................................

๐ ยศช้าง...ขุนนางพระ

เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพระเถระที่ไม่ถือยศถือศักดิ์ เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบประพฤติเป็นอย่างพระธรรมดาสามัญ เหมือนพระลูกวัดทั่วไป ท่านเคยพูดกับคนอื่นว่า ยศช้างขุนนางพระจะดีอย่างไร

ดังนั้น ท่านจะทำอะไร ท่านก็ทำตามอัธยาศัยของท่าน ไม่เห็นจะต้องคอยเอาอกเอาใจใคร บางครั้งไปกิจนิมนต์ทางเรือบ่อยๆ ศิษย์แจวเรือเหนื่อยก็ให้พักเสีย ท่านก็แจวแทนเสียเอง

คราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ไปในงาน ที่บ้านแถวจังหวัดนนทบุรี ขากลับเจ้าภาพได้ให้บ่าว ๒ คน ผัวเมียแจวเรือไปส่ง ขณะที่มาตามลำคลองนั้น เขาเกิดผิดใจกันเรื่องอะไรไม่ทราบ ผัวเมียคู่นั้นเป็นปากเสียงเถียงกันหน้าดำหน้าแดง หนักเข้าก็งัดคำหยาบคายต่างๆ นานามาด่ากันลั่นไปหมด ท่านขอร้องผัวเมียคู่นั้นให้เลิกทะเลาะวิวาทกันเสีย แล้วให้เข้าไปนั่งในประทุนเรือ เสร็จแล้วท่านก็แจวเรือมาเองจนถึงวัดระฆัง

คราวหนึ่งมีผู้นิมนต์ท่านไปเจริญพระพุทธมนต์ ที่บ้านในสวนตำบลราษฎร์บูรณะ ฝั่งธนบุรี บ้านของเขาอยู่ในคลองเล็กลึกเข้าไปมาก สมเด็จฯ ท่านไปด้วยเรือสำปั้นกับศิษย์ เวลานั้นน้ำแห้งเข้าคลองไม่ได้ ท่านก็ลงเข็นเรือกับศิษย์ของท่าน

ชาวบ้านเห็นก็นึกแปลกใจ ด้วยไม่เคยเห็นพระเถระผู้ใหญ่ไม่ถือเนื้อถือตัวอย่างนี้มาก่อน ก็ร้องบอกกันว่า "เร็ว...ดูสมเด็จเข็นเรือๆ" ท่านบอกว่า "ฉันไม่ใช่สมเด็จดอกจ้ะ ฉันชื่อ ขรัวโต สมเด็จท่านอยู่ที่วัดระฆังจ้ะ" (ท่านหมายถึงพัดยศที่แสดงว่าเป็นสมเด็จอยูที่วัดระฆัง) แล้วชาวบ้านก็ช่วยท่านเข็นเรือไปจนถึงบ้านงาน

เกี่ยวกับเรื่องพัดยศนี้ เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านรับกิจนิมนต์มาในพระบรมมหาราชวัง เมื่อกำลังทำพิธีอยู่นั้น ศิษย์ที่พายเรือให้ท่านก็หลบไปเที่ยวเล่นเสีย คงเป็นเพราะท่านใจดี ไม่เคยดุด่าลงโทษ ก็เลยไม่เกรงใจ พอเสร็จจากพิธีในวังก็แบกพัดยศและย่ามออกมา คอยศิษย์ตั้งนานก็ยังไม่มาสักที เมื่อเห็นว่าคอยต่อไม่ได้แล้ว ก็แบกพัดยศลงเรือ แล้วบอกว่า "เชิญสมเด็จท่าน นั่งบนหัวเรือเถอะ ฉันขรัวโตจะพายเรือเองจ้ะ" ว่าแล้วก็วางพัดยศทางด้านหัวเรือ ท่านก็มายืนพายเรืออยู่ทางด้านท้าย

.............................................................

 

เครดิต : อภินิหาร ตำนาน พระเกจิฯ