Get Adobe Flash player

ขณะนี้มีผู้เข้าชม

มี 11 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สถิติผู้เข้าชม

610043
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
รวม
21
285
1876
591070
15435
16079
610043

Your IP: 3.230.1.126
Server Time: 2020-10-30 00:56:36

ลีลาวาทะสมเด็จโต (๕)

ลีลาวาทะสมเด็จโต (๕)

๐ สมเด็จใครตั้ง

ต่อมาเจ้าประคุณสมเด็จฯได้ถวายเทศน์ในพระบรมมหาราชวัง จะเป็นงานพระราชพิธีอะไรไม่ทราบ ท่านได้พูดถึงพระอานนท์ โดยใช้คำว่า "สมเด็จพระพุทธอนุชานนท์" พระเจ้าอยู่หัวทรงอยาดทราบว่า ทำไมจึงใช้คำว่า "สมเด็จ" นำหน้านามพระอานนท์ด้วย กษัตริย์พระองค์ใดตั้งให้ท่านเป็นสมเด็จโปรดให้ขุนประสิทธิ์อักษรศาสตร์ ไปสอบถามเจ้าประคุณสมเด็จฯ ทีท่านผู้อ่านบางท่าน อาจจะไม่เข้าใจ ในเรื่องตำแหน่งทางคณะสงฆ์ บางที อาจจะงง ผมก็ขอทำความเข้าใจตรงนี้เลยนะครับว่า อันยศของพระสงฆ์ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "พระราชาคณะ"

สำหรับเมืองไทยเรา พระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์ตามลำดับสูงสุดลงไปหาล่างสุด เพื่อความเป็นระเบียบในการปกครองคณะสงฆ์ ดังนี้

๑. ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชมี ๑ ตำแหน่ง คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปัจจุบันปี ๒๕๓๔-ทรงสถาปนา "สมเด็จพระญาณสังวร" อันเป็นตำแหน่งชั้นสมเด็จ (สุพรรณบัฏ) ขึ้นในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกแล้ว)

๒. ตำแหน่งชั้น "สมเด็จ" (สุพรรณบัฏ) มี ๘ ตำแหน่งคือ

- สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
- สมเด็จพระมหาวีรวงศ์
- สมเด็จพระวันรัต
- สมเด็จพระธีรญาณมุนี
- สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี
- สมเด็จพระพุทธชินวงศ์
- สมเด็จพระมหามุนีวงศ์
- สมเด็จพระพุฒาจารย์

(สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์)

๓. ตำแหน่ง ชั้น "รองสมเด็จ" (หิรัญบัฏ) มี ๑๖ ตำแหน่ง เช่น

- พระธรรมปัญญาจารย์
- พระสาสนโสภณ
- พระวิสุทธิวงศาจารย์
- พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
- พระญาณวโรดม
- พระพิมลธรรม
- พระธรรมวโรดม
- พระธรรมปัญญาบดี
- พระพุทธวรญาณ
- พระสุเมธาธิบดี
- พระพรหมมุนี เป็นต้น

นอกจากนี้ ก็เป็นพระราชาคณะชั้นล่างๆ ลงมาอีก ที่เรานิยมเรียกอย่างสามัญว่า "เจ้าคุณ" จัดเป็นชั้นๆ ลดหลั่นจากสูงไปหาต่ำ คือ ชั้นธรรม, ชั้นเทพ, ชั้นราช, ชั้นสามัญ พอหลุดจากชั้น "เจ้าคุณ" ก็เป็นชั้นของ "พระครู" เริ่มตั้งแต่พระครูสัญญาบัตร ชั้นพิเศษ, ชั้นเอก, ชั้นโท, ชั้นตรี ต่ำลงไปอีกเป็นพระครูชั้นประทวน พระครูฐานา ฯลฯ

..............................................................

๐ สมณศักดิ์กับบรรดาศักดิ์

แต่เมื่อเทียบยศช้างขุนนางพระที่เรียก "สมณศักดิ์" ของฝ่ายสงฆ์กับ "บรรดาศักดิ์" ของขุนนางฝ่ายบ้านเมืองแล้วก็เทียบได้ดังนี้

สมณศักดิ์................................เท่ากับบรรดาศักดิ์
ชั้นสามัญ................................ชั้นขุน
ชั้นราช...................................ชั้นหลวง
ชั้นเทพ...................................ชั้นพระ
ชั้นธรรม.................................ชั้นพระยา
ชั้นหิรัญบัฏ (รองสมเด็จ)..........ชั้นเจ้าพระยา
ชั้นสุพรรณบัฏ (สมเด็จ)............ชั้นสมเด็จเจ้าพระยา

ก็เป็นอันว่า ตำแหน่ง "สมเด็จ" ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเติมนำหน้าพระนามพระอานนท์นั้น ไม่ทราบว่าใครแต่งตั้งให้จึงเป็นสาเหตุให้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีปุจฉาไป

เจ้าประคุณสมเด็จฯ จะแก้พระราชปุจฉาหรือไม่อย่างไรไม่ปรากฏ ได้แต่เขาเล่ากันมาว่า ท่านได้ถวายพระพรสนองพระราชปุจฉาเป็นทำนองว่า ทีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สิน) วัดสระเกส หรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) วัดประยูรวงศาวาส ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา ยังเรียกว่า "สมเด็จ" ได้ ส่วนพระอานนท์ เป็นถึงพระอรหันตขีณาสพ ไฉนจึงจะเรียก "สมเด็จ" นำหน้าไม่ได้

..............................................................

๐ ปฏิภาณไหวพริบ

ครั้งหนึ่งในรัชกาลที่ ๔ เจ้าประคุณสมเด็จฯ เข้าไปถวายเทศนาในพระที่นั่ง อมรินทรวินิจฉัย เมื่อท่านขึ้นธรรมาสน์ ตั้งนะโม ถวายศีลแล้วจึงวางตาลปัตร คว้าผ้าห่อคัมภีร์จะเทศน์ถวายต่อไป แต่ปรากฏว่ามีแต่ผ้าห่อเท่านั้น ส่วนหนังสือเทศน์ที่แต่งไว้ ศิษย์ลืมเอามา ครั้นจะเทศน์ถวายโดยใช้ปฏิภาณเฉพาะหน้า ก็ดูมิบังควร ไม่ถูกต้องตามราชนิยม เพราะประเพณีการถวายเทศนาในสมัยนั้น ผู้เทศน์จะต้องเขียนคำเทศนาลงในใบลานและเขียนลงในสมุดไทยถวายด้วย

เมื่อลืมหนังสือเทศน์เสียแล้ว ท่านไม่รู้ที่จะทำอย่างไร จึงทำเป็นหยิบแก้วน้ำบ้วนปากแล้วๆ เล่าๆ เหมือนจะประวิงเวลาไว้ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้นจึงตรัสถามว่าเป็นอะไรจึงทำอย่างนั้น ท่านถวายพระพรว่า วันนี้เสียงดีถ้าโปรดให้ถวายเทศน์กัณฑ์กุมารละก้อเหมาะเป็นที่สุด เมื่อได้รับพระราชทานอนุมัติ ท่านจึงถวายเทศน์กัณฑ์กุมารจนจบ

พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดนัก ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ถวายเทศน์กัณฑ์นี้เป็นพิเศษ

เรื่องขบขันทำนองเดียวกันนี้ ก็เกิดขึ้นกับพระสงฆ์รูปอื่นเหมือนกัน แต่จะเลียนแบบเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็เกรงจะถูกตำหนิเอาโทษเหมือนเมื่อคราวเทศน์สั้นๆ ก็ลงเอวังอีก คราวนี้เกิดกับเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม) วัดอนงคาราม ไปเทศน์ในงานศพที่วัดประยูรวงศาวาส เมื่อให้ศีลแล้วจะเริ่มเทศน์ต่อไป พอเปิดหีบหยิบผ้าห่อคัมภีร์ออกมา จึงรู้ว่าลืมหนังสือเทศน์จะเลียนแบบเจ้าประคุณสมเด็จฯก็ไม่ได้ จึงยื่นหน้าพูดว่า "ลืมหนังสือเทศน์จ้ะ" ต้องให้ศิษย์กลับไปเอาหนังสือเทศน์ที่วัด แต่ศิษย์คนนั้นไปหยิบเอาหนังสือเรื่องอื่นมา ไม่ใช่เรื่องที่เตรียมไว้สำหรับงานนี้ ต้องให้กลับไปเอาใหม่อีกครั้งหนึ่ง กว่าจะลงมือเทศน์ได้ ก็กินเวลาไปร่วมชั่วโมง

..............................................................


๐ วัดคณิกาผล

มีหญิงคนหนึ่งชื่อแฟง แต่คนทั่วไปมักเรียกแกว่ายายแฟง มีอาชีพเป็นหัวหน้าซ่องหญิงนครโสเภณี (แม่เล้า) จัดเก็บเงินจากหยาดเหงื่อ แรงงานของหญิงโสเภณี จนร่ำรวยมีเงินมีทองมากมาย ต่อมาคิดอยากสร้างกุศลขึ้น จึงได้สร้างวัดไว้ที่ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย ฝั่งพระนคร เรียกว่า "วัดใหม่ยายแฟง"

เมื่อสร้างสร็จ ยายแฟงได้จัดการฉลอง นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปเทศน์บอกอานิสงส์ ว่าได้บุญมากน้อยแค่ไหนในการสร้างวัด ตอนหนึ่งท่านเทศน์ว่า ยายแฟงสร้างวัดครั้งนี้ ได้ผลานิสงส์บกพร่องไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเงินที่สร้างวัดเป็นเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของคนอื่นที่ไม่ชอบด้วย ธรรมนิยม ถ้าเปรียบอานิสงส์ด้วยเงินเหรียญบาท ยายแฟงก็ได้ไม่เต็มบาทจะได้แค่สักสลึงเฟื้อง (ราว ๓๗ สตางค์) เท่านั้น "นี่ว่าอย่างเกรงใจกันนะ" ท่านว่า คนที่ฟังเทศน์ต่างหัวเราะกันครืนทีเดียว แต่ว่ายายแฟงเคืองมาก ต่อมาภายหลัง เมื่อตริตรองดูแล้วก็เห็นจริงตามที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ เทศน์ ยายแฟงก็หายเคือง

วัดใหม่ยายแฟงนี้ ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนขชื่อตามสมัยนิยมว่า "วัดคณิกาผล"

..............................................................

๐ หัวล้าน - หัวเหลือง

ตามปกติเจ้าประคุณสมเด็จฯ ชอบเอาว่านทองคำมาโขลกทาศรีษะ จนศรีษะเหลืองอ๋อย ปรากฏแก่คนทั้งหลายอยู่เสมอ ฝ่ายเจ้าคุณพระธรรมอุดม (ถึก) วัดพระเชตุพนฯ ศรีษะล้าน เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงมาก

คราวหนึ่ง มีการทำบุญอายุของคุณท้าวผู้หนึ่ง พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกะให้นักเทศน์ทั้งคู่มาพบกัน เหมือนเป็นการพบกันเป็นคู่เอกว่างั้นเถอะ เสร็จแล้วเมื่อถึงกำหนดเวลาเทศน์ พระองค์ก็ประทับบังอยู่ในม่านพระวิสูตรไม่แสดงพระองค์ให้พระนักเทศน์เห็น

พอพระนักเทศน์ทั้งคู่เทศน์ไปได้พักหนึ่ง ก็รับสั่งให้พระเจ้าลูกเธอองค์เล็กๆ ทรงยกเชิงเทียนเล็กๆ ออกมาตั้งตรงกลางระหว่างธรรมาสน์ทั้งสองบนเชิงเทียนนั้น ติดเงินสลึงอันหนึ่งเงินเฟื้องอันหนึ่ง รวมเป็นสลึงเฟื้อง พอเจ้าประคุณสมเด็จฯ เหลือบเห็นเข้าเท่านั้น ท่านก็ถามเจ้าคุณพระธรรมอุดมว่า

"นั่นแน่ะ เห็นไหม มาไรๆ แล้ว"

"ก็เห็นนะซี"

"เห็นแล้ว หมายความว่าอย่างไร"

"ก็ทรงติดกัณฑ์เทศน์เท่านั้นเอง จะมีอะไรอีกล่ะ"

"ไม่ใช่เท่านั้น นี่แน่ะ จะตีความให้ฟัง ท่านน่ะหัวล้าน..ฉันน่ะหัวเหลือง ได้พระราชทานคนละเฟื้องสองไพ รวมเป็น สลึงเฟื้องไงล่ะ"

พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวลงอ อยู่ในหลังม่านด้วยความขบขันนั่นเอง

..............................................................

๐ ล้างไม้-ล้างมือ

ตอนหนึ่ง กล่าวถึงภัตตาหาร เจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่า ผู้ที่ทำอาหารถวายพระต้องล้างมือล้างไม้ให้สะอาด อาหารที่ทำก็ดีพิเศษกว่าอาหารที่ตนบริโภค และถวายโดยอาการเคารพ เช่นนี้ จึงจะได้บุญมาก

เจ้าคุณพระธรรมอุดมถามว่า "ที่ให้ล้างมือนั้นก็ทราบแล้ว แต่ให้ล้างไม้นั้น จะให้ล้างไม้อะไร"

ท่านตอบทันทีว่า "ล้างไม้จวักซิจ๊ะ" ทีนี้ทรงพระสรวลอีก

.............................................................

 

เครดิต : อภินิหาร ตำนาน พระเกจิฯ