Get Adobe Flash player

ขณะนี้มีผู้เข้าชม

มี 9 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สถิติผู้เข้าชม

570130
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
รวม
197
335
532
553960
3279
10665
570130

Your IP: 54.236.59.154
Server Time: 2020-08-10 11:45:29

ลีลาวาทะสมเด็จโต (๖)

ลีลาวาทะสมเด็จโต (๖)

๐ วิญญาณค้างปี

ในสมัยก่อน วัดสระเกศ มีพระราชาคณะที่เรียกชื่อว่า พระธรรมวิโรจน์ ๒ รูป เจ้าคุณพระธรรมวิโรจน์องค์แรกเคยเทศน์คู่กับเจ้าประคุณสมเด็จฯ มาครั้งหนึ่ง ได้เอาเรื่องวิญญาณมาถามว่า เวลาคนตายนั้นวิญญาณไปอย่างไร เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นฝ่ายวิสัชชนา แก้เท่าไรก็ไม่ตกลงกันได้
เลยเป็นเรื่องค้างปีเลิกกันไป

ครั้นเจ้าคุณธรรมวิโรจน์องค์นั้นมรณภาพแล้ว มีพระรูปหนึ่งได้รับตำแหน่งเจ้าคุณที่พระธรรมวิโรจน์ขึ้นแทนในวัดนั้นอีก ได้เทศน์คู่กับเจ้าประคุณสมเด็จฯ อีก และได้เอาเรื่องวิญญาณมาถามอย่างนั้นอีก

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเอือมระอา เรื่องนี้มาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว พอได้ยินถามแบบเดียวกันอีก ท่านก็วิสัชชนาว่า "ธรรมวิโรจน์เข้าโกศ อยู่วัดสระเกศ นี่ไอ้...ยังเอามาถามอีกได้" ท่านยั้งไว้ที่ ไอ้...ให้คนฟังต่อกลอนเอาเอง คนฟังต่อได้ก็ฮากันครืนทีเดียว

..............................................................

๐ เทศน์แบบรับจ้าง

มีหญิงหม้ายคนหนึ่ง อยูตำบลบ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรี ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปเทศน์ที่บ้าน ก่อนจะขึ้นเทศน์หญิงนั้นได้เอาเงินมาติดกัณฑ์เทศน์ ๑๐๐ บาท พร้อมกับกราบเรียนว่า "ขอให้พระเดชพระคุณเทศน์ให้เพราะๆ สักหน่อยน่ะเจ้าคะ วันนี้ ดิฉันมีศรัทธาติดกัณฑ์เทศน์พิเศษ ๑๐๐ บาทเลย"

พอได้เวลา เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็ขึ้นธรรมาสน์ ให้ศีล บอกศักราชตั้งนะโมแล้วว่า "พุทธัง...ธัมมัง...สังฆัง..." ลงเอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ต่อด้วยยถาสัพพี แล้วลงจากธรรมาสน์กลับวัดไป หญิงคนนั้นขัดเคืองมาก แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่นึกในใจว่า "เทศน์อะไรฟังไม่รู้เรื่องรู้ราว เสียแรงติดกัณฑ์เทศน์ตั้ง ๑๐๐ บาท"

ครั้นวันรุ่งขึ้น เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ไปเทศน์ที่บ้านนั้นอีกโดยที่เขามิได้นิมนต์ ก่อนเทศน์ท่านได้บอกหญิงนั้นว่า "เมื่อวานนี้ฉันรับจ้างเทศน์จ้ะ วันนี้ฉันจะมาให้ธรรมเป็นทานนะจ๊ะ" แล้วท่านก็เทศน์ต่อไปจนจบ ว่าวันนั้นท่านเทศน์แจ่มแจ้งไพเราะจับใจคนฟังมาก

..............................................................

๐ ศรัทธาหัวเต่า

เรื่องเทศน์เป็นของคู่กันมากับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเทศน์ "มหาชาติ" คือการเทศน์เรื่องพระเวสสันดร ที่เป็นชาติสุดท้าย ก่อนเกิดมาเป็นพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ที่เทศน์เรื่องมหาชาติได้ดีมีไม่กี่รูป โดยเฉพาะการเทศน์ทำนองที่เรียกว่า แหล่นอก แหล่ใน เจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็เป็นรูปหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในการเทศน์มหาชาติเป็นอย่างดี อย่างที่เคยแสดงถวายหน้าพระที่นั่ง สมัยรัชกาลที่ ๔ ด้วยกัณฑ์กุมารมาแล้ว ปรากฏว่าทรงโปรดนัก

มีคฤหบดีคนหนึ่ง บ้านอยู่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จัดให้มีการเทศน์มัทรีที่บ้าน จึงหานิมนต์พระไปเทศน์ เข้าไปหาเจ้าประคุณสมเด็จฯ ขอให้ท่านนิมนต์พระเทศน์ให้องค์หนึ่ง โดยไม่ทราบว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ก็เทศน์กัณฑ์มัทรีได้

ครั้นถึงวันกำหนดท่านก็ไปเสียเอง ไม่ได้นิมนต์พระองค์อื่นไปให้ตามที่เจ้าภาพตั้งใจ ฝ่ายเจ้าภาพก็คิดว่าท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ คงจะเทศน์เป็นแต่ทำนองธรรมวัตร คือเดินเรื่องแบบเรียบๆ จึงให้แบ่งเครื่องกัณฑ์เทศน์ที่เตรียมไว้ออกเสีย ครึ่งหนึ่ง ด้วยคิดว่าจะนิมนต์พระองค์อื่นมาเทศน์ในวันต่อไป

ครั้นถึงเวลาขึ้นเทศน์ เจ้าประคุณสมเด็จฯ เทศน์ทำนองครบเครื่องของกัณฑ์มัทรี ไพเราะจับใจ เกิดศรัทธาเลื่อมใสมาก จึงให้เอาสิ่งของที่แบ่งไว้นั้น มาติดกัณฑ์เทศน์อีก

ท่านสอนคฤหบดีผู้นั้นว่า "เมื่อจะทำบุญทำกุศลอันใด ต้องมีศรัทธามั่นคงเป็นอจลศรัทธา(ศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว) อย่าให้เป็นศรัทธาหัวเต่า..." แล้วบอกให้เอาเครื่องกัณฑ์เทศน์ทั้งหมดไปถวายพระองค์อื่นต่อไป

..............................................................


๐ นิมนต์แบบกำกวม

มีชายผู้หนึ่งนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปเทศน์ที่บ้าน ท่านถามว่า "บ้านโยม...อยู่ไหนจ๊ะ..." ชายผู้นั้นกราบเรียนว่า "บ้านอยู่ริมคลอง...มีกองมะพร้าว...อยู่หน้าบ้าน ขอรับ..." เมื่อถึงวันกำหนดนัด ท่านก็ไป พบมะพร้าวกองอยู่ริมน้ำ ตรงไหน ท่านก็ขึ้นไปนั่งเทศน์ แล้วก็กลับวัด

..............................................................

 

๐ วิญญาณนักเทศน์

บางคราวเจ้าประคุณสมเด็จฯ รับนิมนต์ไว้ในวันหนึ่ง หลายแห่งหลายกัณฑ์ ถึงวันกำหนดท่านก็ไปเทศน์ตามลำดับบ้านที่นิมนต์ไว้ก่อนและหลัง ถึงบ้านสุดท้ายเป็นเวลาดึกมาก ต้องปลุกกันให้ลุกขึ้นฟังเทศน์ก็มี

บางครั้งมีเทศน์มหาชาติที่วัดระฆัง ถ้าพระองค์ไหนเทศน์ไม่ดี...ไม่เข้าท่า ท่านบอกให้ลงจากธรรมาสน์ แล้วท่านขึ้นเทศน์แทนก็มี

.............................................................

 

เครดิต : อภินิหาร ตำนาน พระเกจิฯ